Pages

ads 728x90

5 เรื่องสำคัญหลังผ่าคลอด ที่คุณแม่ต้องรู้และเข้าใจ

Tuesday, July 30, 2019



1.ท่านอนที่เหมาะกับคุณแม่หลังผ่าคลอดท่านอนหลังคลอดจัดว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ทำให้คุณแม่กังวลไม่น้อย โดยแนะนำให้คุณแม่นอนท่าตะแคงจะดีที่สุด เพราะจะช่วยลดอาการเจ็บแผลได้ และควรนำหมอนหลายๆ ใบมารองศีรษะให้สูงขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้แผลที่หน้าท้องตึงจนเกินไป

2.อาหารที่ควรทานมากที่สุดหลังจากที่คุณแม่ผ่าคลอดแล้วควรจะทานอาหารให้ครบห้าหมู่  ซึ่งอาหารที่คุณแม่อาจจะเน้นเป็นพิเศษก็คือ กลุ่มอาหารพวกโปรตีน อย่างเช่น เนื้อสัตว์  เนื้อปลา  ที่จะช่วยในเรื่องของการซ่อมแซมร่างกายและช่วยให้ฟื้นฟูสุขภาพได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ควรดื่มน้ำให้เยอะๆ ด้วย โดยเฉพาะน้ำอุ่น
3.อาหารที่คุณแม่ไม่ควรทานหลังผ่าคลอดคุณแม่ไม่ควรทานอาหารประเภทสุกๆ ดิบๆ ยกตัวอย่างเช่น ลาบดิบ แหนมดิบ  หรือแม้กระทั่งส้มตำที่อาจจะเป็นอาหารโปรดของคุณแม่หลายๆ ท่าน รวมไปถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมด้วยเช่นกัน เนื่องจากช่วงดังกล่าวร่างกายของคุณแม่จะอ่อนแอ ทำให้มีโอกาสในการติดเชื้อจากการทานอาหารเหล่านี้ได้ง่าย และอาจส่งผลเสียต่อลูกน้อยที่ดื่มนมแม่อีกด้วย

4.หลังผ่าคลอดดื่มน้ำเย็นได้ไหมความจริงแล้วนั้นตามหลักการแพทย์ไม่มีข้อห้ามให้คุณแม่ดื่มน้ำเย็น  แต่เมื่อเปรียบเทียบระหว่างน้ำเย็นกับน้ำอุ่นแล้ว น้ำอุ่นมีข้อดีมากกว่า เนื่องจากจะทำให้ร่างกายของคุณแม่ฟื้นฟูเร็วขึ้น ช่วยกระตุ้นน้ำนม และบรรเทาอาการหนาวในหลังคลอดได้เป็นอย่างดี โดยควรดื่มน้ำให้ได้มากกว่าวันละ 8 แก้ว เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
5.จำเป็นต้องอยู่ไฟหรือไม่ไม่ว่าจะคลอดธรรมชาติหรือคลอดด้วยการผ่า ก็ควรอยู่ไฟหลังคลอดทั้งสิ้น แต่กรณีที่ผ่าคลอด ควรรอให้แผลหายดีก่อนหรือประมาณ 45 วันขึ้นไป แล้วจึงค่อยเริ่มอยู่ไฟ เพราะการอยู่ไฟเร็วเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อแผลผ่าได้ ซึ่งจะทำให้แผลปริหรือมีโอกาสติดเชื้อได้สูงนั่นเอง
และนี่ก็คือเรื่องที่คุณแม่หลังผ่าคลอดต้องรู้ ซึ่งก็หวังว่าสิ่งที่เรานำมาฝากกันในวันนี้จะช่วยคลายความกังวลใจ และทำให้คุณแม่ปฏิบัติตัวหลังผ่าคลอดได้อย่างถูกวิธีมากขึ้น

ดาราธิป โชว์หน้าท้องแบนราบ หลังคลอดลูกสาวคนที่ 2


กลับมาแซ่บเหมือนเดิม โชว์ความฟิตเฟิร์มสุดๆ สำหรับ แพมแพม-ดาราธิป เพียรวัจนธรรม อดีตนักแสดงสาว ที่หันหลังในวงการไปเป็นคุณแม่ฟูลไทม์ ดูแลลูกเต็มตัว 

ถึงจะเป็นคุณแม่ลูก 2 แต่ความสวยแบ๊ว ออร่าเน็ตไอดอลของ มามี้แพมแพม ไม่มีลดลง รูปร่างกลับมาเป๊ะจนมองแทบไม่ออกเลยว่า เพิ่งคลอด น้องเพิร์ล ลูกสาวคนที่ 2 ได้ 2 เดือน 

ส่วนเรื่องผิวพรรณที่แม่ๆ และสาวๆ หลายคนสงสัยว่า แพมแพม ไปทำอะไรถึงได้มีผิวที่ดี ไม่มีรอยแตก หรือผิวคล้ำปัญหาที่แม่ๆ หลายคนต้องเจอ
ล่าสุดต้องอ้งให้กับหน้าท้องแบนราบ หุ่นเข้าที่เร็วมา โดย แพมแพม ได้แชร์เคล็ดลับการดูแลผิวในช่วงที่ลูกหลับไว้ว่า "ลูกหมูทั้ง 2 หลับกันหมด มามี๊ถ่ายรูปได้ คลอดเบบี๋คนที่ 2 มาได้ 2 เดือนกว่า ตอนนี้หน้าท้องยังไม่ยุบเข้าที่ 100% น้ำหนักยังเหลืออีก 1 กิโล เส้นกลางท้องยังมีอยู่แต่จางลงเรื่อยๆ (เดี่ยวเส้นจะหายไปเอง จากประสบการณ์ตอนท้องพี่โพลนะคะ ตอนนั้นเส้นชัดเข้มกว่านี้ ขยันทาครีมเยอะๆ หายแน่นอน)"
"แต่ผิวยังเนียนเรียบ ไร้รอย เพราะบำรุงผิวตั้งแต่ยังไม่ท้อง จนท้อง จนหลังคลอด ผิวหน้าใช้ @danita_by_p ผิวตัวใช้ @pamperieofficial นะคะ แพมทาอยู่ตัวเดียวเลย เพราะไม่ชอบทา Oil น้ำมันหรือครีมที่เหนียวมากๆ ตัวนี้เนื้อครีมเข้มข้น แต่ทาแล้วสบายผิวที่สุด ที่สำคัญ Paraben Free ด้วยค่ะ ช่วยลดรูขุมขนอักเสบปัญหาผิวต่างๆ ป้องกันฟื้นฟูผิวแตกลาย ลดผิวแห้งกร้านดำด้าน ใครอยากผิวเนียนๆ ผิวละเอียด มามี๊แนะนำเลย ใช้ตั้งแต่วัยรุ่นจนคุณแม่ได้เลยค่ะ" 









วัยรุ่น LGBTQ เพศที่สามเสี่ยงทำร้ายตัวเอง ป้องกันได้อย่างไร

การ ทำร้ายตัวเอง หมายถึงการทำให้ตัวเองบาดเจ็บ หรือเป็นอันตรายด้วยความตั้งใจ ไม่ใช่เพราะอุบัติเหตุ โดยข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตพบว่า วัยรุ่นมีปัญหาโรคซึมเศร้า และในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งมีเด็กคิดฆ่าตัวตาย  6% ซึ่งการทำร้ายตัวเองอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตาย และมีงานวิจัยที่พบว่าวัยรุ่น LGBTQ หรือวัยรุ่นที่เป็นเพศที่สาม มีอัตราเสี่ยงต่อการทำร้ายตัวเอง Hello คุณหมอ จึงมีข้อมูลวิธีป้องกัน ว่าจะรับมืออย่างไรเมื่อวัยรุ่นทำร้ายตัวเอง แต่อย่างไรก็ตาม หากสังเกตเห็นการทำร้ายตัวเอง เช่น กรีดข้อมือ กินยาเกินขนาด ควรไปพบคุณหมอทันที


งานวิจัยชี้ วัยรุ่น LGBTQ เสี่ยงทำร้ายตัวเอง

งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารวิชาการ JAMA Pediatrics ให้ข้อมูลว่า มีจำนวนที่น่าตกใจของวัยรุ่นที่ทำร้ายตัวเอง แต่วัยรุ่นที่เป็นไบเซ็กชวล หรือวัยรุ่นเพศที่ 3 อาจมีแนวโน้มว่าจะทำร้ายตัวเองมากกว่าถึง 2 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มสเตรท (straight) หรือวัยรุ่นที่รักเพศตรงข้าม
โดยงานวิจัยให้ข้อมูลว่า วัยรุ่นกลุ่มเฮเตอโรเซ็กชวล หรือกลุ่มที่รักเพศตรงข้ามระหว่าง 10%-20% มีพฤติกรรมที่เป็นอันตราย แต่วัยรุ่นกลุ่ม LGBTQ หรือกลุ่มที่รักเพศเดียวกัน 38%-53% มีพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง ผู้วิจัยกล่าวว่า อัตราการบาดเจ็บจากการพยายามฆ่าตัวตาย เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหมู่วัยรุ่นเพศที่สาม และในขณะที่อัตราการทำร้ายตัวเองลดลง ในวัยรุ่นกลุ่มเฮเตอโรเซ็กชวล ในช่วงปี 2005-2007 แต่อัตราการทำร้ายตัวเองของกลุ่มวัยรุ่น LGBTQ ไม่ได้ลดลงในช่วงเวลาดังกล่าว
ตัวอย่างการทำร้ายตัวเองที่พบบ่อย ได้แก่ การกินยาเกินขนาด การต่อยตีหรือตบตีตัวเอง การกรีดแขน การดึงผมตัวเอง หรือหยิกตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นวิธีใด หากสังเกตเห็นการทำร้ายตัวเอง ควรพาบุคคลนั้นไปพบคุณหมอทันที เพราะจากสถิติพบว่าการฆ่าตัวตาย เป็นหนึ่งในสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของวัยรุ่น และการพยายามทำร้ายตัวเองเพื่อฆ่าตัวตาย เกิดขึ้นในกลุ่มวัยรุ่นประมาณ 13%-45% โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่เป็น LGBTQ ดังนั้นจึงควรใส่ใจคนรอบข้าง ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป นอกจากนี้คุณอาจปฏิบัติตามวิธีเหล่านี้

วัยรุ่น ทำร้ายตัวเอง ป้องกันได้อย่างไร

  • ใส่ใจและสังเกตสัญญาณบางอย่าง ควรใส่ใจเมื่อสังเกตเห็นว่า วัยรุ่นอารมณ์เสียตลอดเวลา เริ่มปลีกตัวออกจากสังคม หรือรู้สึกหงุดหงิด นอกจากนี้การทำร้ายตัวเองมักจะเกิดขึ้นโดยที่คนอื่นไม่รู้ แต่จะมีสัญญาณบางอย่าง เช่น ไม่สนใจความปลอดภัยของตัวเอง และทำกิจกรรมที่อันตรายต่อชีวิต เป็นต้น
  • รับฟังปัญหา หากพบว่าวัยรุ่นมีสัญญาณของการทำร้ายตัวเอง ควรพูดคุยอย่างเปิดใจ และรับฟังปัญหาของเขาด้วยความเข้าใจ รวมถึงควรพาวัยรุ่นไปปรึกษาแพทย์
  • ซื้ออุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้น หากเกิดเหตุฉุกเฉินควรเรียนรู้วิธีช่วยเหลือเบื้องต้น ก่อนนำส่งโรงพยาบาล
  • มองหาความช่วยเหลือจากผู้อื่น หากมีปัญหาครอบครัว ควรมองหาความช่วยเหลือทางอื่นด้วย เช่น ญาติหรือเพื่อนสนิท
  • ในกรณีที่คุณทำร้ายตัวเอง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการรักษาอย่างเหมาะสม
  Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัย หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อึด ทน ให้คู่รักหลังแต่งงานฟิตนานมากขึ้น



เรื่องบนเตียง ถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับชีวิตคู่ โดยเฉพาะคู่รักหลังแต่งงาน เพราะเซ็กซ์นั้นจะช่วยเสริมสร้างสัมพันธภาพของคุณทั้งคู่ได้ ดังนั้นเพื่อให้ชีวิตรักยืนยาว จึงจำเป็นต้องสรรหาเทคนิคบนเตียงเด็ดๆ เพื่อช่วยเพิ่มความฟิต อึด ทน มาใช้กันซะหน่อย มาดูกันดีกว่า มีเคล็ดลับเพิ่มความฟิตอะไรบ้าง ที่คุณสามารถนำมาใช้เพื่อมัดใจคนรักและทำให้กิจกรรมบนเตียงของคุณนั้น มีความพิเศษมากยิ่งขึ้น
1.โด๊ปอาหารให้เพียงพอก่อนเผด็จศึกอาหารที่คุณรับประทานเข้าไปก่อนเผด็จศึกบนเตียงนั้น ถือเป็นตัวช่วยที่ดีในการทำให้คุณมีท่วงท่าและลีลาที่เร้าใจยาวนานมากขึ้น หากคุณกำลังวางแผนที่จะจัดกิจกรรมบนเตียงละก็ มื้ออาหารก่อนหน้าควรเลือกรับสารประเภทคาร์โบไฮเดรทให้มากๆ เช่น ข้าว ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว เพราะสารอาหารเหล่านี้จะช่วยเพิ่มพลังงานภายในร่างกายคุณมากขึ้น หรือเลือกรับประทานอาหารที่มีแร่ธาตุสังกะสี เช่น ถั่วและอาหารทะเล ซึ่งจะช่วยทำหน้าที่ในการผลิตฮอร์โมนเพศชาย รวมถึงผลิตอสุจิได้เป็นอย่างดี

2.ใช้ตัวช่วยปลุกพลังทางเพศซะหน่อยตัวช่วยที่คุณสามารถนำมาใช้เป็นอาวุธลับในการปลุกพลังทางเพศ นอกจากไวอากร้าที่นิยมรับประทานกันแล้ว ก็ยังมีช็อกโกแลตที่ถือเป็นไม้เด็ดสำหรับเรื่องบบเตียงเช่นกัน เพราะสารสำคัญภายในช็อกโกแลตจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว เกิดความตื่นเต้น และปล่อยสารเซโรโทนินที่ช่วยทำให้คุณรู้สึกมีความสุขขณะทำกิจกรรมบนเตียงได้มากยิ่งขึ้นด้วย

3.ฝึกฝนร่างกายเป็นประจำการฝึกฝนที่คุณผู้ชายสามารถทำได้ในการเพิ่มสมรรถนะให้กับร่างกาย ก็คือการฝึกช่วยตัวเองอย่างช้าๆ ไม่ต้องรีบร้อน เมื่อใกล้ถึงจุดไคลแม็กซ์ให้คุณบีบหัวจรวดเอาไว้ให้เกิดความเสียววาบ จนความเสียวนั้นลดลงแล้วค่อยเริ่มใหม่ วิธีนี้จะช่วยทำให้ร่างกายของคุณเกิดความฟิตที่ยาวนานในการเผด็จศึกมากขึ้น

4.รุก-รับสลับกันไม่ใช่เพียงแค่ฝ่ายชายจะเป็นฝ่ายรุกผู้เดียวเท่านั้น การเปลี่ยนบรรยากาศให้ฝ่ายหญิงมาเป็นฝ่ายรุกบ้าง ก็ถือเป็นการช่วยเติมไฟรักบนเตียงให้คุณทั้งคู่ได้เป็นอย่างดร อีกทั้งวิธีการเล้าโลมก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเร่งเครื่องของคุณทั้งสองคนให้สตาร์ทติดได้ง่าย ดังนั้นควรผลัดกันรุกผลัดกันรับ และเล้าโลมให้เกิดอารมณ์ทุกครั้งก่อนเริ่มต้นเผด็จศึก แถมการที่ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายรุกก่อนนั้นก็ถือเป็นเซ็กซ์ที่ผู้ชายชอบด้วย

ลูกเลือกกิน หรือไม่ สังเกตได้อย่างไรบ้าง



เด็กที่มีปัญหากินยาก หรือเลือกกินจะมีพฤติกรรมเหล่านี้ตั้งแต่ 1 ข้อขึ้นไป
  • ลูกอาจไม่ยอมกินอาหารที่มีสี รูปทรง หรือลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เช่น อาหารที่มีสีแดง อาหารแฉะๆ
  • ลูกกินแต่อาหารที่ตัวเองชอบ ไม่ยอมกินอาหารชนิดอื่น
  • บางครั้งเมื่ออยู่ที่โต๊ะอาหาร ลูกกลับสนใจทำอย่างอื่นมากกว่ากินอาหาร
  • ลูกไม่ยอมลองกินอาหารใหม่ๆ

เทคนิครับมือเมื่อลูกกินยาก

ลดเครื่องดื่มแคลอรีสูง

บางครั้งการให้ลูกดื่มเครื่องดื่มที่มีแคลอรีสูง เช่น น้ำผลไม้ น้ำอัดลม นม มากเกินไป ก็อาจทำให้เด็กอิ่มจัดจนไม่อยากกินอาหารมื้อหลัก คุณพ่อคุณแม่จึงควรจำกัดปริมาณเครื่องดื่มที่มีแคลอรีสูงต่อวันของลูก โดยให้ดื่มน้ำผลไม้ได้ไม่เกินวันละ 120 มิลลิลิตร นมไม่เกินวันละ 700 มิลลิลิตร ส่วนน้ำอัดลม ไม่ควรให้ลูกกินเลยจะดีที่สุด เพราะแคลอรีและน้ำตาลสูง แถมยังมีคาเฟอีน และสารเคมีที่ส่งผลเสียต่อร่างกายอีกเพียบ

กำจัดสิ่งเบี่ยงเบนความสนใจ

เด็กๆ มักจะห่วงเล่นมากกว่าห่วงกิน ฉะนั้น เมื่อถึงเวลากินข้าว คุณพ่อคุณแม่ควรปิดทีวี ไม่ให้ลูกเล่นมือถือ เพื่อให้ลูกได้โฟกัสกับการกินอาหาร รวมถึงต้องจัดสภาพแวดล้อมให้ดีด้วย เช่น อย่าให้บริเวณโต๊ะอาหารมืดเกินไป

กำหนดเวลาอาหารให้แน่นอน

ในเมื่อคุณพ่อคุณแม่ห้ามไม่ให้ลูกกินขนมไม่ได้ ก็ควรฝึกให้ลูกกินอาหารเป็นเวลา โดยการกำหนดเวลาอาหารมื้อหลักและอาหารว่างให้แน่ชัด และไม่ควรให้ลูกกินอาหารอะไรระหว่างมื้อ หากถึงเวลาอาหารแล้วลูกไม่ยอมกิน ก็ควรให้เขานั่งร่วมโต๊ะอาหารด้วย เพื่อให้เขารู้ว่าตอนนี้คือเวลาที่ควรกินอาหาร

ไม่ให้ลูกกินอาหารจานสะดวก

บางครั้งเมื่อลูกไม่ยอมกินอาหารที่เตรียมไว้ให้ คุณพ่อคุณแม่อาจให้ลูกกินขนมหรืออาหารง่ายๆ เช่น ขนมปัง ลูกชิ้นทอด ขนมขบเคี้ยว เพราะไม่อยากให้ลูกต้องทนหิว แถมเด็กส่วนใหญ่ยังชอบกินอาหารแบบนี้เสียด้วย แต่หากยอมตามใจแบบนี้ตลอด จนลูกติดเป็นนิสัย ไม่นานปัญหาสุขภาพ ทั้งฟันผุ โรคอ้วน ต้องตามมาแน่นอน ฉะนั้นหากลูกไม่ยอมกินอาหาร ควรให้เขารอจนกว่าจะถึงมื้อต่อไป หรือถ้าลูกหิวจนรอไม่ไหว ก็ให้กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ผลไม้ นม รองท้องไปก่อน

ลูกเลือกกินอย่าเพิ่งท้อ เพราะอาจต้องลองถึง 11 ครั้ง

การที่เด็กไม่ยอมรับสิ่งใหม่ง่ายๆ ถือเป็นเรื่องธรรมชาติ สำหรับเรื่องอาหารเองก็เช่นกัน มีผลการศึกษาระบุว่า บางครั้งเด็กๆ อาจต้องลองกินอาหารชนิดเดิมถึง 11 ครั้ง จึงจะรู้ตัวว่าชอบกินอาหารชนิดนั้นหรือไม่ ฉะนั้นหากลูกไม่ยอมกินอาหารที่เตรียมให้ก็อย่าเพิ่งบังคับ ลองให้เขาได้หยิบจับ หรือเล่นกับอาหารนั้นๆ เพื่อทำความคุ้นเคยกับเนื้อสัมผัสก่อน แล้วค่อยๆ ให้ลูกลองชิมดู

ไม่จำเป็นต้องให้ลูกกินอาหารจนเกลี้ยงจาน

อย่าลืมว่ากระเพาะอาหารของเด็กย่อมเล็กกว่าผู้ใหญ่ ฉะนั้นแทนที่จะบังคับให้ลูกกินอาหารจนเกลี้ยงจาน ลองเปลี่ยนมาใช้กฎ 1:1:1 คือกำหนดจำนวนคำของอาหารแต่ละชนิดตามอายุของเด็ก เช่น หากลูกของคุณอายุ 3 ขวบ อาหารมื้อนี้คือ ข้าวผัด ไก่ต้ม และผักต้ม ก็ให้ลูกกิน ข้าวผัด ไก่ต้ม และผักต้มอย่างละ 3 คำ

ให้ลูกได้มีส่วนร่วมในการทำอาหาร

ลองให้ลูกของคุณได้มีส่วนช่วยในการทำอาหารแต่ละมื้อ ตั้งแต่การคิดเมนู การเลือกซื้อวัตถุดิบ ให้ลูกได้เลือกผักผลไม้ หรือวัตถุดิบอื่นๆ ที่เขาอยากกิน โดยมีคุณพ่อคุณแม่คอยแนะนำวัตถุดิบใหม่ๆ ที่มีประโยชน์ให้ด้วย เมื่อถึงเวลาทำอาหารก็ให้ลูกช่วยงานครัวที่เหมาะสมกับช่วงวัยของเขา เช่น ล้างผักผลไม้ ชั่งตวงวัตถุดิบ คนส่วนผสม จัดโต๊ะอาหาร ซึ่งวิธีนี้จะทำให้เด็กภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมและรู้สึกอยากกินอาหารฝีมือตัวเอง หากลูกมีปัญหาในการเคี้ยวอาหาร กลืนอาหาร หรือแสดงอาการวิตกกังวลรุนแรงเมื่อต้องลองกิน  อาหารใหม่ๆ คุณพ่อคุณแม่อย่านิ่งนอนใจ ควรรีบปรึกษาคุณหมอทันที

เลือกกิน เป็นเด็กกินยาก จัดการอย่างไรให้อยู่หมัด



หนึ่งปัญหาในการกินของลูกๆ ที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนประสบก็คือ ลูกเลือกกิน เป็นเด็กกินยาก โดยเฉพาะเด็กอายุ 1-5 ปี การยอมให้ลูกกินแต่อาหารที่ตัวเองชอบ หากปล่อยวันนานวันไม่รีบแก้ไข อาจก่อปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมาได้ เช่น ลูกน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์หรือเกินเกณฑ์ พัฒนาการล่าช้าไม่เป็นไปตามวัย หากคุณพ่อคุณแม่คนไหนเจอกับปัญหานี้ Helloคุณหมอ มีวิธีรับมือมาฝาก

ทำไมลูกถึงกินยากจัง

ปัญหาเด็กกินยาก หรือเลือกกินมักเริ่มในช่วงอายุ 2-3 ปี ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรทำความเข้าใจให้ได้ว่าที่ลูกเลือกกินนั้นเป็นเพราะอะไร โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากสาเหตุเหล่านี้

อาหารรสชาติไม่ถูกปาก

มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ว่า การที่เด็กชอบกินอาหารรสหวาน เป็นเพราะสัญชาตญาณที่ติดตัวมาแต่กำเนิด เนื่องจากอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโต ร่างกายจึงต้องการอาหารที่ให้พลังงานหรือแคลอรีสูง แถมเด็กบางคนยังมียีนที่ทำให้ไวต่อรสขม จึงไม่แปลกที่เด็กจะเลือกกิน หรือกินอาหารบางอย่างยากเป็นพิเศษ

ลูกยังไม่หิว

พออายุครบ 2 ปีการเจริญเติบโตของเด็กจะค่อยๆ ช้าลง พวกเขาจึงกินได้น้อยลงกว่าแต่ก่อน หรือบางวันก็ไม่อยากอาหาร และบางครั้งลูกของคุณอาจกินขนมและเครื่องดื่มเยอะจนอิ่มเกินไป เลยไม่อยากกินอาหารมื้อหลัก

ลูกมีปัญหาสุขภาพ

บางครั้งการที่ ลูกเลือกกินหรือกินยาก ก็อาจมาจากปัญหาสุขภาพ หากลูกกระวนกระวาย หรืองอแงตลอดเมื่อถึงเวลากินอาหาร อาจเป็นเพราะเด็กเป็นภูมิแพ้อาหาร หรือมีความผิดปกติของระบบประมวลผลทางประสาทสัมผัส (Sensory Processing Disorder) เกิดจากสมองไม่สามารถประมวลข้อมูลที่ได้รับผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้ เด็กที่เป็นโรคนี้จึงมักไวต่อรส กลิ่น หรือเนื้อสัมผัสของอาหารบางชนิดเป็นพิเศษ

รวม 9 "อาการคนท้อง" ที่บอกให้รู้ว่า นี่แหละ "ตั้งครรภ์"



สัญญาณการตั้งครรภ์ไม่ได้มีแค่คลื่นไส้อาเจียนเท่านั้นนะ เพราะ "อาการคนท้องในระยะแรกๆอาจจะไม่เหมือนกันทุนคน บางคนแพ้มาก หรือ ว่าที่คุณแม่บางคนตั้งครรภ์โดยไม่มีอาการแพ้ท้องเลยสักนิด ส่วนอีกหลายคนก็มีอาการแปลกๆ ที่ชวนให้เข้าใจผิดว่าเป็นอาการเจ็บป่วยแทนเสียนี่แต่ก็จะมีอาการอื่นๆให้สังเกตุได้บ้าง ซึ่งเราจะรวมเอาอาการคนท้องในลักษณะต่างๆที่คนท้องจะมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น ให้ว่าที่คุณแม่ได้ลองสังเกตุกันว่า อาการของคุณตอนนี้ บ่งบอกว่าคุณมีการตั้งครรภ์แล้วหรือยัง ? ว่าที่คุณแม่หมาดๆ จะมีอาการอะไรบ้าง ลองไปดูกันหน่อยดีกว่า


9 อาการคนท้อง ที่บอกให้รู้ว่า นี่แหละ "ตั้งครรภ์"

1. ประจำเดือนขาด
ประจำเดือนขาด ถ้าประจำเดือนที่เคยมาเป็นปกติขาดหายไป รอแล้วรอเล่าไม่มาสักที แสดงว่าคุณอาจจะกำลังมีการตั้งครรภ์ เพราะหลังจากการปฏิสนธิแล้ว ประจำเดือนจะขาดหายไป แนะนำให้ไปซื้อเครื่องตรวจการตั้งครรภ์มาตรวจเถอะ
2. คลื่นไส้ – อาเจียน
เป็นอาการที่พบบ่อยมากจนเป็นสัญลักษณ์ของการตั้งครรภ์ก็ว่าได้ อาการคลื่นไส้อาเจียนมักเกิดขึ้นหลังจากที่ตัวอ่อนปฏิสนธิได้ 1 เดือน และลดลงเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่สอง แต่นี่ไม่ใช่สูตรสำเร็จ คุณแม่บางคนอาจมีอาการแพ้ท้องเร็วกว่ากำหนด ขณะที่บางคนโชคดีไม่มีอาการแพ้ท้องเลย หรือไม่ก็โชคร้ายหน่อย แพ้ท้องไปจนถึงเดือนสุดท้ายก่อนคลอดโน่นเลย
3. เหม็นนั่นเหม็นนี่
ผล จากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เพิ่มขึ้น สาวๆที่กำลังมีการตั้งครรภ์ อาจทำให้แม่ท้องกลายเป็นคนจมูกไว ได้กลิ่นอะไรก็พานเหม็นจนอยากอาเจียนไปเสียหมด ตอนนี้แหละต่อให้เป็นเนื้อผัดน้ำมันหอยของโปรด ขนุนที่ต้องตุนไว้ในตู้เย็น หรือน้ำหอมที่เคยชอบ ก็อาจไม่น่าพิสมัยอีกต่อไป
4. หน้าอกบวมและเจ็บ
หน้า อกของว่าที่คุณแม่ไตรมาสแรกอาจบวมเพราะมีเลือดไปเลี้ยงบริเวณนั้นมากขึ้นจน รู้สึกเจ็บแปลบ รวมถึงรู้สึกว่าหน้าอกไวต่อสัมผัสคล้ายกับอาการช่วงก่อนมีประจำเดือน
5. เหนื่อยล้า
รู้สึกเหนื่อยมากๆ ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรเลยหรือเปล่า รู้สึกง่วงเหงาหาวนอนตลอดทั้งวันใช่ไหม นี่อาจจะเป็นผล
จากระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วก็ได้นะ แต่ไม่ต้องห่วงหรอก พอเข้าช่วงไตรมาสสอง พลังของคุณก็จะคืนกลับมา
6. เลือดออกทางช่องคลอด
ช่วง ที่ตัวอ่อนฝังตัวในมดลูก ว่าที่คุณแม่บางท่านอาจมีเลือดไหลออกมาทางช่องคลอด อาการนี้มักเกิดขึ้นในหลังจากตัวอ่อนปฏิสนธิได้11-12 วัน (เวลาเดียวกับที่คุณเริ่มสังเกตว่าประจำเดือนขาด) เลือดที่ไหลออกมามักเป็นเลือดจางสีแดงหรือชมพู และจะหยุดไหลภายใน 1-2 วัน อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณแม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์แล้ว และพบว่ามีเลือดไหลออกมาทางช่องคลอดร่วมกับอาการปวดท้อง ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะท้องนอกมดลูกได้
7. ท้องป่อง
ยังๆ อย่าเพิ่งตกใจ คุณยังไม่เป็นแม่ท้องกลมตั้งแต่ไตรมาสแรกหรอก หน้าท้องที่แบนราบแค่ป่องออกมาหน่อยๆ รู้สึกเอวกางเกงตัวเก่งคับขึ้นมานิดๆ เพราะมีก๊าซในกระเพาะมากขึ้นเท่านั้นเอง
8. ปัสสาวะบ่อย
อาการ ปวดปัสสาวะบ่อยเป็นเรื่องปกติของคุณแม่ที่เริ่มตั้งครรภ์ เพราะร่างกายจะผลิตเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ มากขึ้น ทำให้ไตขับของเสียในรูปของของเหลวมากขึ้นตามไปด้วย
ถ้าประจำเดือนของ คุณมาไม่ปกติอยู่แล้ว หรือลืมสังเกตว่า มีประจำเดือนครั้งสุดท้ายเมื่อไร อาการทั้งหมดที่กล่าวมาจะเป็นตัวช่วยบงชี้ว่า คุณอาจกำลังตั้งครรภ์ ลองไปซื้อเครื่องมือตรวจการตั้งครรภ์มาตรวจดูก่อน ถ้าผลออกมาเป็นบวก อย่าเพิ่งรีบป่าวประกาศนะ โทรนัดคุณหมอสูติฯ ไปตรวจให้แน่ใจอีกที
9. มีอาการท้องผูกสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่อมีการตั้งครรภ์ ทำให้การบีบตัวของลำไส้ลดลง มดลูกอาจไปทับลำไส้ใหญ่ การแก้ไขเรื่องท้องผูกในอาการคนท้องลักษณะนี้คือพยายามทานอาหารที่มีกากใยเยอะๆ ดื่มน้ำมากๆ และออกกำลังเบาๆให้พอเหมาะ จะช่วยแก้ไขอาการท้อผูกได้

ควรดูแลตัวเองอย่างเมื่อรู่ว่ามีการตั้งครรภ์ ?

    ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ ว่าที่คุณแม่ควรจะดูแลตัวเองให้มากขึ้น รวมทั้งสร้างความรู้สึกที่ดีให้กับตัวเอง และที่สำคัญควรพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะในช่วงการตั้งครรภ์นั้นร่างกายจะอ่อนเพลียง่าย และควรลดกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานเยอะ นอกจากนั้นควรจะทำการฝากครรภ์และไปพบคุณหมอให้ตรงตามนัดเพื่อสุขภาพครรภ์ที่แข็งแรง

          ที่สำคัญยังควรดูแลเรื่องอาหารการกินให้มากขึ้น คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรจะอด หรือควบคุมอาหารในช่วงนี้ และควรจะทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ ควรเสริมอาหารจำพวกโปรตีน ธาตุเหล็ก และแคลเซียมรวมทั้งกรดโฟลิกให้เพียงพอ ส่วนอาหารที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงก็คือ อาหารหรือเครื่องดื่มที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายและยังส่งผลเสียต่อการตั้งครรภ์ อย่างเช่นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือทานของหวานมากเกินไป และที่สำคัญไม่ควรสูบบุหรี่เป็นอย่างยิ่งค่ะ

ทานอะไรดีเมื่อมีการตั้งครรภ์ ?

เมื่อเริ่มตั้งครรภ์แล้ว ว่าที่คุณแม่ควรปรับเปลี่ยนวิธีการกินเพื่อสุขภาพที่ดีของร่างกายและทารกที่กำลังเจริญเติบโตในครรภ์ โดยเฉพาะ 1 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ควรจะรับประทานอาหารดังต่อไปนี้ให้มาก ๆ เลยล่ะค่ะ 

    - สารอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ในช่วงที่ตัวอ่อนกำลังฝังตัวในเยื่อบุผนังมดลูก คุณแม่ควรได้รับสารอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น เนื้อสัตว์ ตับ ไข่ ธัญพืช ฯลฯ เพื่อสร้างฮีโมโกลบินที่จะช่วยนำพาออกซิเจนไปสู่ตัวอ่อน

    - กรดโฟลิกและวิตามินรวม เพื่อช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดแดงและเซลล์ของตัวอ่อนแข็งแรง คุณแม่จึงควรได้รับกรดโฟลิก และวิตามินรวมให้ได้วันละ 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน ตั้งแต่ช่วงก่อนตั้งครรภ์ จนถึงปลายสัปดาห์ที่ 12

    - กินอาหารที่มีโปรตีนสูง เพราะกรดอะมิโนที่มีอยู่ในโปรตีนจะช่วยให้ลูกมีเสบียงเพียงพอในการสร้างอวัยวะต่าง ๆ
 
    - ทานให้บ่อยขึ้น โดยเพิ่มอาหารว่างขึ้นอีก 2 - 3 มื้อ นอกเหนือจากการรับประทานอาหารมื้อหลัก 3 มื้อ

    - รับประทานอาหารประเภทผัก และธัญพืช หรือถั่วชนิดต่าง ๆ ให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มปริมาณในไฟเบอร์ให้กับร่างกาย
 
    - ดื่มน้ำให้เพียงพอ ควรดื่มนมอย่างน้อยวันละ 2 แก้ว และดื่มน้ำผลไม้เพื่อเพิ่มวิตามินให้กับร่างกาย แต่ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำผลไม้ปั่น เพราะจะไม่ได้รับวิตามินในผลไม้ 
 
    - ควรรับประทานปลาที่มีไขมันและปลาไร้ไขมันในปริมาณที่เท่าเทียมกันเพื่อให้ได้ประโยชน์ที่ครบถ้วน
 
    - ควรจำกัดการกินอาหารที่มีไขมันและลดปริมาณน้ำมันในการทำอาหาร
 
    - จำกัดการรับประทานอาหารที่ผ่านกรรมวิธี หรืออาหารหมักดองซึ่งมักจะมีเกลืออยู่มาก และควรหลีกเลี่ยงการรับประทานผงชูรส
 
    - จำกัดการทานของหวานต่าง ๆ และขนมขบเคี้ยวที่มีส่วนผสมของผงปรุงรส
 

การดูแลเด็กเล็ก ads

เว็บที่น่าสนใจ

Most Reading